pawena 的个人资料.。.:*・●•۰•●PinggYDiaZ●•۰...照片日志列表 工具 帮助
2月23日

Princes Street Garden

 
 
วันนี้เปนวันแดดออก.....ได้ใช้แว่นกันแดดอีกแระ
มีฟามสุกจัง.....อากาดดี
ได้โอกาดมานั่งเล่นในสวนชิวๆ
เดินไปซื้อกาแฟมาดื่ม แล้วก็อ่านหนังสือ
อ่านไปอ่านมา.....
 
มีแม่คนนึงเข็นรถเข็นมีเด็กตัวเล็กๆ ประมานสองขวบได้
น่ารักมาก.....แบบว่าหันมา กรูก้อเรยยิ้มให้
ก็ยิ้มกลับใหย่เรย....กรูก้อเรยโบกมือ
โบกมือกลับอีกอ้ะ.....พอแม่เค้าเข็นผ่านไป
เด็กก็ยังหันกลับมามองเปนระยะๆ แบบว่าแทบจะคอหัน
กะเด็กกรูก้อมีเหน่เหมือนกันนะเนี่ย
น่ารักมากๆๆ เห็นแล้วอยากมีลูก (กะฝรั่ง) แต่ไม่อยากคลอดเอง
 
นั่งไปนั่งมา....ก็เงยหน้ามองต้นไม้บนหัวที่ให้ร่มเงาไม่เยอะเท่าไหร่
ก็เรยอ้อ.....ไม่มีใบเรยนี่หว่า ก็เรยเกิดคำถามขึ้นมาว่า
ปกติต้นไม้ใช้ใบสีเขียวเพื่อสังเคราะแสง แล้วนี่ไม่มีใบ
ต้นไม้จะสังเคราะแสงได้ยังังย
แล้วถ้าสังเคราะแสงไม่ได้ แล้วเอาที่ไหนกิน......
แล้วไม่มีกิน แล้วอยู่ได้ยังงัยวะ  เอ้อ ช่างเหอะ
สงสัยต้นใหย่แล้ว.....เก็บสะสมอาหารไว้นาน
พอตอนไม่มีใบก็เอาของเก่ามากิน.....มั้ง
 
วันนี้เบื่อๆๆว่ะ.....ได้ออกมานั่งมองผู้คน
ออกมารับแดด อ่านหนังสือนอกบ้านมั่งก็ดี
เห้อ......นี่แหล่ะ ชีวิตไร้สาระของกรู
แต่ก็ไม่รู้สึกเซ็งนะ.....กรูชอบที่นี่ว่ะ
สงบ.....อากาดดี......ผู้คนก็น่ารัก
ยกเว้นตอนเมา.....ดูไม่ได้
ถ้าเปนไปได้......อยากจะอยู่ที่นี่อีกนานเรยว่ะ
 
แต่ก็นะ.....คนเรา บางทีก็อยากทำอะไรอย่างที่อยากทำทุกอย่างไม่ได้
 
คิดถึงพวกมรุง
 
ตัวจริงของเธอ

บ่อยๆที่เห็นเขาเดินผ่านมาและทักทาย แต่เธอทำเฉยๆ ไม่ค่อยยิ้มและพูดจา
แต่สิ่งที่ฟ้องว่ามันไม่จริงคือสายตา สบตากันทุกครั้ง ก็เป็นเธอที่หวั่นไหว

เจ็บปวดรู้ไหมที่ได้รู้ความเป็นจริง ว่าเธอนั้นไม่เคยจะลืม และยังรักเขามากมาย
เจ็บปวดทุกครั้งแต่ต้องทนดูเรื่อยไป
จะห้ามได้อย่างไร กับเขาคนที่เธอไม่ลืม

ตั้งแต่เมื่อฉันและเธอตกลงมาคบกัน แค่ตัวเธอเท่านั้น เท่าที่ฉันครอบครองได้
แต่สิ่งที่ฉันต้องการจากเธอคือหัวใจ แต่จะทำยังไง ให้เธอลืมเขาคนนั้น

อยากเก็บเขาไว้คงไม่ฝืนหัวใจเธอ ไม่ต้องการอะไรจากเธอ ถ้าต้องฝืนใจให้กัน
อยากเก็บเขาไว้ไม่เป็นไรไม่ว่ากัน จะรู้ไว้เท่านั้น ว่าฉันเป็นตัวจริงของเธอ

ฉันนั้นหวังว่าคงต้องมีวันหนึ่ง ที่เวลาจะคอยเยียวยาให้เธอหายดี
แต่คงจะคอยนานมากไป จิตใจมันเลยบางลงทุกที รู้บ้างหรือเปล่าฉันเป็นอย่างไร

อยากเก็บเขาไว้ไม่เป็นไรไม่ว่ากัน จะรู้ไว้เท่านั้น ว่าฉันเป็นตัวจริงของเธอ

 

ป.ล. ถ้าทำให้ใครรู้สึกไม่ดี ขอโทษนะ.....บางทีมันไม่ได้ตั้งใจ แต่มันออกมาเอง

2月21日

ทำใจให้รับความจริง

 
การทำใจให้ยอมรับความจริง
 
ถามว่ายากมั้ย ก็ยากนะ แต่ถามว่ายากเกินไปมั้ย
ก็คงจะตอบว่าไม่เหมือนกัน....ทุกวันนี้อ่านหนังสือ
หนังสือได้ให้ข้อคิดกับชีวิตเยอะแยะ....
รวมไปถึงเรื่องสอนให้ใจยอมรับความจริง
 
ข้าพเจ้าได้เคยสัมผัสความเปนจริงที่โหดร้ายที่สุดในชีวิตมาแล้ว
คือการจากไปของคนในครอบครัว คนที่รักเรามากที่สุดในชีวิต
แต่กระนั้น การฝึกจิตใจให้ยอมรับความจริงก็ยังยากพอสมควร
เนื่องจากยังมีกิเลสอยู่ในใจ แต่ก็ไม่ได้มากมายจนเกินที่จะจัดการกับมัน
วันนี้ได้อ่านหนังสือดีๆ จึงอยากเอามาแบ่งปัน
 
ปันหาของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไป มุมมองของชีวิต
การมองปันหา การแก้ปันหาก็ย่อมต่างกันออกไปด้วย
แต่อยากจะขอบอกว่าปันหาทุกปันหานั้นมันมีทางแก้
มีหลายปันหาก็ใช้สติปันยาแก้ทีละปันหา
ปันหากับทุกข์นั้น วิธีแก้ก็ค่อนข้างจะกล้ายกัน
คือต้องพิจารณาว่าอะไรคือต้นเหตุ แล้วก็แก้ที่ตรงนั้น
ถ้าแก้ไม่ได้...ก็ คงจะต้องบอกตัวเองว่าไม่เปนไร ช่างมัน
การวกวน วนเวียน สับสน วุ่นวาย กับปันหาที่แก้ไม่ได้นั้น
ไม่ใช่วิธีการแก้ปันหา แต่เปนวิธีการผูกจิตเข้ากับปันหา
ทำให้ใจขาดสติ และ ทำให้ปันหานั้นยิ่งเปนปมที่แก้ไม่ได้ยิ่งขึ้น
 
ปันหานั้นเปนของชั่วคราว ถ้ายังแก้ไม่ได้วันนี้
ก็เอาใจไปพักที่อื่นก่อน มองธรรมชาติรอบตัว แล้วก็กลับมาแก้ใหม่
การที่เราคิด วนเวียน เวียนวน ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา
มันก็ยิ่งจะทำให้เราวนอยู่กับเรื่องของตัวเอง...
ทำให้ "ตัวฉัน" หรือ "อัตตา" นั้นเข้มข้นยิ่งขึ้น
ความสงสารตัวเองก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ยิ่งสงสารตัวเอง ความทุกข์และปันหาก็ใหย่โตขึ้น
ความโกรธแค้น กังวล ความกลัวอนาคตปะปน ชวนกันวนเวียน วกวนอยู่ในสมอง
ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ ยิ่งทุกข์ก็ยิ่งคิด ถึงแม้จะรู้ตัว ก็ไม่สามารถตัดวงจรเร่าร้อนนั้นได้
พูดง่ายๆ ว่าเราต้องจัดการกับ "ข้างใน" ก่อน ถึงจะจัดการกับ "ข้างนอก"ได้
 
เค้าว่าตัวเราที่เกิดมา โตขึ้น แก่ลง ในที่สุดก็หลุดร่วงจากโลกไป
ธรรมชาติก็ชี้ให้เห็นอยู่แล้วถึงความไม่คงทนของทุกสิ่ง
ยิ่งเห็นชัดที่ใจ ก็ยิ่งเบาสบายขึ้นตามลำดับ....
ปันหาก็ฉันนั้น ไม่เที่ยงแท้ เราโง่เองที่ไปยึดติดจนวนเวียน
การเกิดการตายที่เห็นอยู่รอบตัว ช่วยลดความสำคันของตัวเองให้เหลือนิดเดียว
และในเมื่อ "ตัวฉัน" ไม่สำคันสักเท่าใด
"ปันหาของฉัน" ก็ไม่สำคันสักเท่าใดไปด้วย
 
สำคันน้อย ก็ยึดน้อย ปล่อยวางมากขึ้น ใจก็ปลอดโปร่ง สมองโปร่งตาม
จนเห็นหนทางที่จะจัดการกับปันหา...แก้ส่วนที่แก้ได้
และยอมรับส่วนที่แก้ไม่ได้
 
ปันหาอะไรจะใหญ่ สำคันนักหนา ในเมื่อชีวิตเปนเพียงของชั่วคราว....
 
บางทีเราต้องเจอกับปันหาที่ต้องยอมรับความจริง
ต้องยอมรับในสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ มันก็คงจะยาก แต่ก็ไม่ยากจนเกินจะทำ
ไม่ใช่ของง่ายๆ สำหรับใครทั้งนั้น ที่จะยอมรับความเปนจริงอันโหดร้าย
แต่มนุษย์เราไม่สามารถที่จะบังคับจิตใจคนอื่นได้
ขนาดจิตใจตัวเองก็ยังยากนักที่จะควบคุม
 
การ "ทำใจ" ให้ยอมรับความเปนจริง จะเรียกความมั่นคง
ของจิตใจกลับคืนมา ทกให้สามารถหันหลังให้กับอดีต
มามองปัจจุบัน เพื่อที่จะก้าวย่างไปบนเส้นทางอนาคตอย่างสง่างาม
การ "ทำใจ" ไม่เพียงแค่สมานรอยแผล
แต่จะนำไปสู้สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือความพึงพอใจในความเปนตัวของตัวเอง
 
คนเราต้องมองไปข้างหน้า ข้าพเจ้าเองก็เคยพ่ายแพ้ให้กับใจของตัวเอง
แล้วคิดว่าปันหากับการยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นมากยากนักหนา
เพียงแต่ตอนนั้นคิดว่าถ้าเราทำใจให้ยอมรับว่าสิ้นสุดแล้ว
สำหรับความสัมพันธ์อันร้าวรานนี้ ถึงแม้จะรู้สึกโดดเดี่ยวและพ่ายแพ้
จนแทบจะทนมีชีวิตต่อไปไม่ไหว แต่ก็ยังอยากให้เพื่อนๆ หยุดคิด
แล้วมองลึก เพื่อหาคำตอบว่า "แล้วอะไรต่อไป" 
ต้องมีอะไรต่อไปแน่ๆ
 
โลกไม่ได้หยุดหมุนเพียงเพราะคนคนนึงหายไปจากชีวิตเรา
ถ้าเรามองรอบๆ ตัว หรือเดินออกไปดูว่าจะทำประโยชน์อะไร
ให้กับคนรอบข้างร่วมโลกได้บ้าง ยังมีคนอีกเยอะที่รักเรา
แล้วเราจะรู้สึกอิ่มใจขึ้นมา แทนที่จะมีแต่โหยหา
ถ้าเรายังมิวายจะมองกลับไปในอดีต เธอก็น่าจะมองหาจุดดีๆ
ในเรื่องที่ผ่านมา มุมมองในแง่ดีจะช่วยไม่ให้เราวนว่ายอยู่ในความโกรธแค้น
เสียอกเสียใจ
 
ในชีวิตคนเราทุกคนที่เรื่องให้ต้อง "ทำใจ" ไม่เรื่องใหย่ก็เรื่องเล็ก
การทำใจยอมรับความเปนจริงที่แก้ไม่ได้ เปนทักษะที่น่าฝึกไว้
เปนวิทยายุทธ์ที่สำคัญยิ่งในการใช้ชีวิต
 
การยอมรับไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เปนการปูพิ้นเพื่อก้าวไปอย่างสง่างาม
ในโลกของความเปนจริง......
 
ตัวข้าพเจ้าเองก็เคยแพ้มาแล้ว....เคยต้องยอมรับความจริงที่โหดร้าย
และน้อยใจในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่แทนที่จะวนเวียน วกวนอยู่กับปันหาที่แก้ไม่ได้
ก็ "ทำใจ" ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ถึงแม้จะยาก แต่ก็ต้องฝืน
กลับมองเห็นว่าเปนแง่ดีด้วยซ้ำ ที่มีโอกาสได้ฝึกจิตใจให้เข้มแข็งขึ้นตามลำดับ
สำหรับข้าพเจ้าแล้ว อะไรที่ผ่านไปแล้วก็เหมือนสายน้ำที่ไม่สามารถไหลย้อนกลับ
จะคิดให้จิตใจกลุ้มไปปล่าวๆ ปลี้ๆ นั้น เห็นจะไม่มีประโยชน์
เอาอดีตมาไว้กับปัจจุบัน เอาปัจจุบันไปผูกกับอนาคตเห็นจะไม่ดีแน่
 
ถอยห่างออกมามองปันหา ทำใจยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น
ลดอัตตา ปล่อยวางให้มากขึ้น คงจะทำให้ชีวิตมีความสุก
ตัวเบา สบายมากขึ้นเท่านั้น 
 
 
 
2月11日

ฝืน.....

 
 
ทางเลือกกับชีวิต.....ไม่รู้ว่าสำหรับกรูแล้ว
ชีวิตเลือกได้ป่าวววว....แต่ที่รู้ๆ รักออกแบบไม่ได้ (เสี่ยวอีก)
เออ.....นั่นแหล่ะ
คิดว่าก็น่าจะเลือกได้บ้างเลือกไม่ได้บ้าง
ได้อ่านหนังสืออยู่เล่มนึง ก็เล่มเดิมนั่นแหล่ะ
เค้าว่า ผู้ที่มีศิลปะที่แท้ในการใช้ชีวิต
คือ คนที่รู้ว่าอะไรเลือกได้ หรืออะไรเลือกไม่ได้
จะทำอย่างไรกับส่วนที่เลือกได้
ทำอย่างไรกับส่วนที่เลือกไม่ได้
เมื่อเลือกได้ เลือกไม่ได้ ก้อคิดต่อไปว่า
จะทำส่วนที่เลือกได้หรือเลือกไม่ได้ ต่อไปอย่างไร
พูดได้ว่าใช้สติเลือกทางที่เปนจิงและเปนไปได้
 
เมื่อถึงทางที่เลือกไม่ได้.....
เมื่อเปนสิ่งที่เลือกไม่ได้จิงๆๆ จะอยู่กับภาวะนั้นได้อย่างไร
จะอยู่กับมันอย่างไรก็ตาม
ความสำคัญอยู่ที่รักสาจิตจัยให้ปลอดโปร่งและสดใสที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่อที่จะมีชีวิตอย่างสร้างสรรค์ที่สุดในสถานการนั้นๆ
การบ่น การคราครวน น้อยอกน้อยจัย เปนการบั่นทอนพลังจัยของตัวเอง
มนุดเรามีสักยพาบที่จะทำให้ชีวิตมีคุนค่า
การรู้จักพิจารนาทางเลือกอย่างมีสติ และ
ยอมรับในสิ่งที่เลือกไม่ได้อย่างมีสติเช่นกัน 
เปนส่วนสำคันส่วนนึงในการสร้างสักยพาบนั้น
 
เท่าที่รกุได้อ่านมา ก็เหมือนจะจับจัยความได้ว่า
บางครั้งคนเราก็ต้องยอมรับในสิ่งที่ตัวเองควบคุมไม่ได้
ก็แบบ ฝืนๆ ฝึกให้ใจฝืนทำอะไรในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบมั่ง
ก็น่าจะเปนการฝึกตนให้ยอมรับอะไรที่ไม่พึงพอใจได้ง่ายขึ้นบ้าง
เร็วๆ นี้กรูก้อฝืนๆ ฝืนไปฝืนมา เด๋วก็ลืมเองว่าฝืนอะไร
 
หวังว่าไอ้เน่าคงหายแซดเร็วๆ นะจ๊ะ.....ฝืน ฝืน man!!!!
 
 
 
2月9日

Tired......

 
I'm tired.....so tired!!!
 
วันนี้รู้สึกเหนื่อยจัยจัง ไม่รู้เปนไร
อาจจะเปนเพราะว่าไม่มีไรทำ ฟุ้งซ่าน
คิดมากไปเรื่อยเรยอ้ะ....ไม่รู้สิ
วันๆ รู้สึกเหมือนมีเรื่อนู้นเรื่องนี้ให้คิดเยอะไปหมด
สงสัยจะว่างเกิน....เรยฟู้ง
เบื่ออ้ะ....บางทีก้อคิดว่าทำไมเราไม่ได้งานซะที
ทำไมอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตถึงยังไม่ลงตัวซะที
 
ยังไม่อยากกลับบ้าน แต่ก้อไม่อยากอยู่ว่างๆๆแบบนี้
ไม่อยากเปนคนไม่มีค่า ไม่มีงานทำ ไม่มีเงินใช้
เห้อ.....คิดมากอีกแระ....เรยทำให้เหนื่อย
 
บางทีก้อคิดว่าไอ้ทางที่เค้าขีดไว้ให้แล้วก้อดีอยู่แล้ว
เปนทางเดินเพื่อที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต
ให้เร็วที่สุด วงเล็บว่าให้เร็วที่สุด
แต่การรีบเดินไปให้ถึงจุดหมาย บางทีเราก้อลืมไป
ว่า วิวข้างทาง ประสบการที่เก็บเกี่ยวระหว่างเดินนั้น
มีค่ามากกว่าที่ไปถึงจุดนั้นให้เร็วที่สุด
แต่พอไม่ได้เดินตามที่เค้าขีดไว้ ก้อไม่มั่นจัยอีก
กัวว่าจะหลง กัวว่า Map ที่มีอยู่ในหัวจะไม่ชัดเจนพอให้ไปถึงจุดนั้น
พอจะเลือกเดินทางที่คิดขึ้นมาเอง ก้อกัวว่าจะเสียเวลา
หลงทาง...เสียเวลา หลงติดยา....เสียนาคต
ตอนนี้ก้อไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำยังงัยดี
เลือกเดินทางชิวๆๆ มองวิวข้างทางไปเรื่อยๆ
หรือ มุ่งไปให้ถึงจุดหมายให้เร็วที่สุด
เพราะเวลาไม่เคยคอยใคร....อยากใช้เวลาใหคุ้มค่าที่สุด
แต่ก้ออย่างว่า มีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอีก
ไหนจะว่าทางที่เดินอ้อมนั้น จำเปนต้องให้คนอื่นจ่ายค่านำมันเพิ่มรึป่าว
แล้วถ้าเปนงั้น มันจะคุ้มมั้ย.....แล้วเค้าจะเปนห่วงเรามั้ย
แต่ถ้าเลือกเดินทางที่เค้าแนะนำไว้แล้ว
ก้อซ้ำซากจำเจ......น่าเบื่อ......เห้ออออ
โอ๊ยยย.....เหนื่อยโว้ยยยยยย
อยากกินกาแหกะพวกมรุง....ส้มตำ.....นั่งเม้า
ที่ปามสตรีท.....คิดถุงวันเก่าๆ ที่เราอยู่กันครบว่ะ
 
คิดถุงไอ้เน่าแอ๋มด้วย.....take care you guys,
 
 
2月3日

คัมภีร์วิชาตัวเบา.....

 
 
วันนี้หลังจากตื่นขึ้นมาก็มีเรื่องตะกุกตะกักในชีวิตนิดหน่อย
รู้สึกไม่ดีกะคนอื่นและตัวเองเล็กน้อย....แต่ก็คิดซะว่าช่างมันเถอะ
ช่วงนี้ก็มีความสุขในชีวิตดี แต่ก็ยังคิดถึงเรื่องงานตรอดดเวลา
แต่ก็โอเคไม่ได้เครียดอะไรเท่าไหร่ เพราะได้หนังสือดีๆๆอ่านอยู่ตรอดด
เล่มนี้ก็เหมือนกัน มีคนให้ยืมมา เปนหนังสือที่ดีมากจิงๆ
ผู้เขียนเขียนได้ลึกซึ้งและเข้าจัยง่าย เปนการนำเอาประสบการชีวิตของตนเอง
มาถ่ายทอดให้กับลูกๆ หลานๆ ฟังอย่างเข้าจัยพร้อมทั้งเอา
หลักธรรมมะ ที่อ่านแล้วเข้าจัยง่ายมาเปนข้อคิดอีกด้วย
 
วันนี้รู้สึกไม่ดีกะตัวเองตั้งแต่เช้า รู้สึกไม่ดีกะคนอื่นด้วย
พอตอนบ่ายก็คิดว่าเอ๊ะ ทำงัยให้ตัวเองรู้สึกสบายตัวสบายใจขึ้น
ก็เลยไปหาซื้อกาแฟ bucks มากิน แล้วก็นั่งอ่านหนังสือในสวน
สวยมาก.....วันนี้เปนวันแดดออก สวยจิงๆ ที่สำคันคือ
เพิ่งจะได้ใส่แว่นกันแดดที่ซื้อมาจากเมืองไทยตั้งกะปีที่แล้ว
ยังไม่เคยได้ใส่เรยตั้งกะมาที่นี่ นี่เปนครั้งแรก.....จิงๆๆ แดดแม่งไม่เคยออก
วันนี้ก็เรย....เดินไปนู่นนี่ให้สบายใจเล่น แล้วก็จบลงด้วยการนั่งชิวในสวน
เห็นผู้คนเดินไปมา พ่อแม่มาเด็กมาวิ่งเล่นเดินเล่น
เห็นแล้วก็นึกถึงสมัยเด็กๆ ที่พ่อชอบพามาวิ่งเล่นในสวน
วิ่งๆๆ พ่อไม่เคยจับได้...เพราะว่าวิ่งไม่หยุด ไม่รู้จักเหนื่อย เปนลิง
ความจิงก็อยากกลับไปเป็นเด็กอีกนะ...จำได้ว่าตอนเปนเด็ก
ไม่ค่อยโกดใคร อยากได้อะไรร้องไห้ เด็วก็ได้แล้ว...ลงไปดิ้นนิดหน่อย
โกดใครก็โกดแปป๊บเดว ได้หนมกินก็ยิ้มแล้ว ไม่ได้คิดมากไร
พอโตขึ้นมาไหงมีศักสรีมาค้ำคอ...คิดนู่นคิดนี่คิดนั่นเต็มไปหมด
แบกมันเอาไว้ทั้งๆๆที่บางทีมันก็ทำให้เราไม่มีความสุกเอาเสียเลย
มันเปนสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาทั้งนั้น.....แล้วก็ไม่รู้ว่าสร้างขึ้นมาทำไม
 
โตขึ้นก็เรียนรู้คำว่ารัก....แล้วก็เคยชินกับสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาว่าเนี่ยคือความรัก
เคยชินกับสิ่งที่มีอยู่ พอสิ่งนั้นจากไป ก็โกรธ ก็รู้สึกไม่ดี เหล่านี้
เมื่อสิ่งนั้นไม่อยู่กับเราแล้วก็สร้างเงื่อนใขขึ้นมาว่าความรู้สึกเหล่านี้เรียกว่าอกหัก
เมื่อสร้างคำว่าอกหักให้กับตัวเอง....ความรู้สึกก็เรยตามมาว่าเสียจัย
เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือของผู้เขียนท่านนี้จึงได้เข้าจัยว่า
สิ่งเหล่านี้ไม่มีตัวตน เปนสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาทั้งนั้น
สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความคิดของเรา
ปันหาจะใหย่จะหนักจะหนาเพียงไรนั้น ขึ้นอยู่กับการที่เราคิด เรามองปันหานั้นๆ
ปันหาถึงแม้จะใหย่เท่าภูเขา มองว่ามันเหลือเท่าจอมปลวกก็ยังได้
ปันหาเปนสิ่งชั่วคราว....ไม่ยั่งยืน ความสุกความทุกข์ก็ฉันนั้น
ปล่อยวางเสียบ้างจะเปนไร....เลือกที่จะเปนคนขี้ลืมบ้างว่าคัยทำไรเราเอาไว้
เลือกที่จะเปนคนลืมเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดีบ้าง....จะได้ไม่เก็บเอามาคิดให้ปวดหัว
 
ข้าพเจ้านั้นก็ไม่ได้เก่งไรนักหนา เมื่อถูกสิ่งที่ตัวเราเองสร้างขึ้นมาครอบงำ
ก็เป๋ไปบ้างเหมือนกัน เป๋ไปเต็มๆ ประมานสองเดือนกว่าสามเดือนได้
แต่ไม่ได้อาการหนักเท่าเพื่อนบางคน ยังกุมบังเหียนม้าได้อย่างมีสติอยู่
มีบ้างที่รู้สึกเหนื่อยแต่ใจก็ยังคิดที่จะสู้ต่อไป เปนลูกทหารต้องอดทน พ่อบอก
จนถึงวันนี้ มีความสุกแล้วจิงๆ เมื่อมองย้อนกลับไป
รู้สึกพูมใจที่ผ่านมันมาได้อย่างที่ไม่ต้องให้ใครเปนห่วงอีก....
รู้สึกแก้ปันหา มองปันหา ได้อย่างมีสติมากขึ้น....รักตัวเองมากขึ้น
รู้ความจิงเกี่ยวกับโลกนี้มากขึ้น มองโลกได้อย่างฉลาดขึ้น
และที่สำคันที่สุดคือรู้จักการให้อภัย....ให้อภัยในสิ่งที่ตนได้ทำผิดพลาด
และให้อภัยในสิ่งที่คนอื่นทำผิดพลาดกับเรา.....
ทุกวันนี้ยิ้มได้อย่างเต็มอื่ม อีกทั้งสามาดเผื่อแผ่ความสุขนี้ไปให้กับคนอื่นได้อีก
เหมือนอย่างวันนี้ ตอนที่ไปนั่งในสวน ก็มีคนแก่คนนึงนั่งใกล้ๆ
นั่งไปนั่งมา ก็เรยนั่งคุยกัน เค้าก็แก่มากเหมือนกัน
คุยไปคุยมา ก็รู้ว่าเค้าตัวคนเดว...ไม่แต่งงาน ไม่มีลูก
ก็คงเหงาบางทีแหล่ะ ใช้ชีวิตคนเดวซะหนาดนั้น....
บางทีการที่มีคนไปคุยกะเค้าก็ทำให้เค้าเหมือนมีเพื่อน สดใสขึ้นอีกเยอะ
ก็เรยพลอยทำให้เรารู้สึกดีขึ้นไปด้วยว่าอย่างน้อยวันนี้
เราทำให้คนคนนึงยิ้มได้เหมือนกันเนอะ....ทั้งที่เราก็รู้สึกไม่ได้สบายใจเท่าไหร่
แต่พอได้ทำให้คนอื่นรู้สึกสบายใจยิ้มได้...เราก็เรยอิ่มไปด้วย
วันนี้จากที่เปนวันไม่ดี ไม่สดใสตั้งกะเช้า ก็เรยกลายเปนวันดีไปซะอย่างนั้น
ต้องขอขอบคุนคนที่คอยให้กะลังจัย....เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ 
โดยชะเพาะคนที่ซื้อ Mc Donald ให้กินวันนี้
อยากจะบอกว่า ไม่ชอบหรอกนะ เพราะมัน unhealthy and fat
แต่ไหนๆ อุดส่าตั้งจัยซื้อมาฝาก กินก็ได้....ขอบคุนค่ะ
ขอบคุนหนังสือ...ที่ทำให้เรามีข้อคิดดีๆเพิ่มขึ้นมาในชีวิต
ได้มองอะไรอีกมุมที่ไม่เคยมองเห็น...
ขอบคุนอากาดวันนี้ที่ทำให้ได้ใส่แว่นตาที่ซื้อมานาน....ชอบมาก Posh สุดๆๆ
ขอบคุนคุนลุง เปนปู่ได้มั้งเนี่ย....ที่ทำให้รู้ว่าการที่ทำให้คนอื่นมีคตวามสุข
เราเองก็มีความสุกได้เหมือนกัน.....แค่ยิ้มของฉัน ก็ทำให้คนอื่นมีความสุขได้แล้ว